|

อ.เกษมศักดิ์ ชัยประเสริฐสุข ปั้นดินให้เป็นดาว คนต้นคิดการสร้างบอดี้พาร์ทมอไซค์
วงการบิ๊กไบค์ของบ้านเรากำลังจะกลับมาคึกคักอีกครั้ง หลังจากมีการเปิดโชว์รูมให้บริการลูกค้าครบทั้ง 3 ค่ายทั้งคาวาซากิ ยามาฮ่า และซูซูกิ ยังเหลือเพียงค่ายฮอนด้าที่รอช่วงเวลาที่เหมาะสม ในการเปิดเป็นศูนย์บริการรถบิ๊กไบค์แบบครบวงจรภายใต้ชื่อ BIG WING ซึ่งมีโชว์รูมอยู่ที่ริมถนนเลียบทางด่วนเอกมัย-รามอินทรา โดยทางฮอนด้าได้สร้างโชว์รูมเสร็จไปนานแล้ว เหลือเพียงการตกแต่งภายในก่อนจะเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในเร็วๆนี้ ปัจจัยที่ทำให้ทั้ง 4 ค่ายจากญี่ปุ่นให้ความสนใจที่จะเปิดตลาดรถบิ๊กไบค์ในเมืองไทย ส่วนหนึ่งมาจากข้อตกลงด้านการค้าระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลญี่ปุ่น นั่นก็คือข้อตกลง JTEPA (เจเทปป้า)
โดยคำว่า JTEPA ย่อมาจากคำว่า “JAPAN–THAILAND ECONOMIC PARTNERSHIP AGREEMENT” หมายถึงความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย–ญี่ปุ่นซึ่งเป็นการลงนามร่วมกันระหว่างสองประเทศ เพื่อเอื้อประโยชน์ในการเปิดเสรีสินค้าบริการและการลงทุนให้แก่กันและกัน ในระดับที่ต่างฝ่ายต่างรับได้ในเงื่อนไข โดยเริ่มมีการใช้ข้อตกลงนี้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2550 เป็นต้นมา ซึ่งรถจักรยานยนต์นำเข้าคือหนึ่งในประเภทของยานพหานะที่ได้ถูกบรรจุลงในข้อตกลง JTEPA นี้ด้วย โดยรถจักรยานยนต์นำเข้าถูกแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆคือ กลุ่มแรกเป็นกลุ่มของรถที่มีความจุกระบอกสูบไม่เกิน 250 ซีซี. ซึ่งจะไม่เสียภาษีนำเข้าอีกเลยแม้แต่บาทเดียว โดยมีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2550 ที่ผ่านมา
กลุ่มที่สองคือกลุ่มรถมอเตอร์ไซค์ที่มีชิ้นส่วนสมบูรณ์ นั่นคือนำเข้ามาเป็นคันและมีความจุเกินกว่า 250 ซีซี. ซึ่งแน่นอนว่ามันหมายถึงบรรดารถบิ๊กไบค์คันโตสมรรถนะสูงทั้งหลาย กลุ่มนี้เริ่มมีการเสียภาษีนำเข้าน้อยลงโดยเริ่มมีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2550 เป็นต้นมา ซึ่งเริ่มเสียภาษีที่อัตรา 54.55% โดยอัตราภาษีจะลดลงอย่างต่อเนื่องแบบขั้นบันได โดยจะมีการปรับลดในวันที่ 1 เมษายนของทุกๆปีเป็นระยะเวลา 9 ปี และจะไม่ต้องเสียภาษีอีกเลยตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2560 เป็นต้นไป ซึ่งก่อนที่จะถึงเวลานั้นเราก็สามารถซื้อรถในฝันได้ในราคาที่ถูกกว่าเมื่อก่อน สำหรับรถนำเข้าอย่างถูกต้องจากญี่ปุ่น ถือเป็นการเริ่มต้นที่ดีสำหรับวงการรถจักรยานยนต์บิ๊กไบค์ในเมืองไทย
อย่างไรก็ตามมาตรการในการขอจดทะเบียนรถใหญ่ยังคงเป็นปัญหาที่ต้องแก้ไข เนื่องจากปัจจุบันค่าดำเนินการในการขอจดทะเบียนต่อคันสูงถึง 60,000 บาท ซึ่งเมื่อเสียค่าใช้จ่ายไปแล้วก็ยังไม่มั่นใจว่าจะสามารถขอจดทะเบียนได้หรือไม่ ถ้าตรวจสภาพไม่ผ่านก็เท่ากับเสียเงินไปเปล่าๆ เนื่องจากกฎหมายควบคุมค่ามาตรฐานไอเสียของไทยค่อนข้างเข้มงวด ซึ่งปัจจุบันได้มีการใช้มาตรฐานไอเสียถึงระดับ 6 ไปแล้ว จึงอาจจะเป็นปัญหาในการขอจดทะเบียนรถใหญ่ ขณะที่ในทวีปยุโรปหลายๆประเทศยังใช้แค่มาตรฐานไอเสียระดับ 3 ด้วยซ้ำ แต่ถ้าทั้ง 4 ค่ายญี่ปุ่นตัดสินใจทำตลาดรถใหญ่ในเมืองไทยอย่างเต็มรูปแบบ เชื่อว่ากฎหมายและระเบียบต่างๆน่าจะได้รับการปรับปรุงแก้ไขไปในทิศทางที่ดีขึ้น
อย่างที่ทราบกันดีว่ารถที่มีสมรรถนะและราคาสูง ชิ้นส่วนอะไหล่ต่างๆก็ย่อมมีราคาสูงตามไปด้วย โดยเฉพาะชิ้นส่วนที่ใช้วัสดุพิเศษจำพวกคาร์บอนหรือเคฟล่าห์ยิ่งไม่ต้องพูดถึง จึงมีผู้คิดค้นการทำอะไหล่ทดแทนขึ้นมา โดยใช้วัสดุที่มีราคาถูกกว่าแต่มีคุณสมบัติที่ทัดเทียมกัน โดยเฉพาะชิ้นส่วนที่เสี่ยงต่อการแตกหักได้ง่าย เช่น ชุดบอดี้พาร์ทหรือชุดแฟริ่ง ซึ่งเมื่อรถล้มหรือเกิดอุบัติเหตุชิ้นส่วนเหล่านี้จะได้รับความเสียหายเป็นอันดับแรก และเพื่อเป็นการต้อนรับกระแสรถใหญ่ที่กำลังจะเฟื่องฟู ทีมงานคนมอไซค์จะพาท่านไปรู้จักกับ “อ.เกษมศักดิ์ ชัยประเสริฐสุข” ซึ่งเป็นผู้คิดค้นเรื่องการออกแบบบอดี้พาร์ทรถใหญ่ขึ้นเป็นอันดับแรกๆของเมืองไทย จนเป็นที่รู้จักในวงการรถใหญ่อย่างกว้างขวางมาจนถึงปัจจุบัน
อาจารย์เกษมศักดิ์เรียนจบมาจากมหาวิทยาลัยศิลปากร ซึ่งหลังจากจบออกมาก็ไปเป็นอาจารย์สอนเกี่ยวกับการต่อรถเมล์อยู่ที่มหาวิทยาลัยรังสิต โดยใช้เวลาสอนอยู่ประมาณ 10 ปี ระหว่างที่ทำหน้าที่เป็นอาจารย์ก็ทำผลงานเกี่ยวกับการออกแบบชิ้นส่วนรถมอเตอร์ไซค์ไปด้วย โดยผลงานชิ้นแรกที่เริ่มทำและมีชื่อเสียงคือแฟริ่งของคาวาซากิ KR150 ซึ่งอาจารย์เกษมได้ออกแบบเป็นแฟริ่งแบบไฟหน้าแบบ 2 ดวงกลมในนามของผลิตภัณฑ์ K’WIN’S ซึ่งสมัยนั้นผลงานของอาจารย์ค่อนข้างจะมีชื่อเสียงมาก เนื่องจากยังไม่มีใครเคยทำมาก่อน ประกอบกับประเภทสปอร์ตก็กำลังได้รับความนิยมในช่วงเวลานั้น หลังจากนั้นก็มาทำแฟริ่งของฮอนด้า NSR 150 ซึ่งรุ่นแรกออกมาจะเป็นไฟหน้าแบบดวงเดียว แต่ผลงานของอาจารย์เกษมออกแบบเป็นไฟหน้า 2 ดวงเหมือนกับของ KR 150 แต่หลังจากฮอนด้าก็วางตลาด NSR 150 รุ่นไฟหน้า 2 ดวงตามออกมา อาจารย์เกษมก็เลยเลิกทำไป เพราะว่ารูปทรงมันเหมือนกันกับที่อาจารย์เคยออกแบบไว้
ช่วงประมาณปี 1992 หรือ พ.ศ.2535 รถขนาด 400 ซีซี.จำพวก VFR400R หรือ NC30 และ CBR400R กำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เพราะการนำเข้าและการขอจดทะเบียนสามารถทำได้โดยง่าย อาจารย์เกษมจึงเกิดแนวความคิดในการหล่อแฟริ่งรถเหล่านี้ขึ้นมา เพื่อใช้เป็นอะไหล่ทดแทนของเดิมที่ได้รับความเสียหาย นอกจากนี้ยังได้มีการหล่อแฟริ่งเลียนแบบฮอนด้า NR 750 ซึ่งในตอนนั้นถือว่า NR 750 เป็นรถที่มีเทคโนโลยีและสมรรถนะสูงสุด กับเทคโนโลยีลูกสูบแฝดทรงรี OVAL PISTON พร้อมระบบวาล์ว 8 วาล์วต่อสูบ และเป็นรถแบบ LIMITED EDITION ที่มีเพียง 200 คันในโลก ส่งผลให้ผลงานของอาจารย์เกษมเป็นที่กล่าวขวัญถึงอย่างแพร่หลาย หลังจากนั้นอาจารย์เกษมจึงหันมาทำเป็นแฟริ่งเลียนแบบรูปทรงของฮอนด้า RC211V ซึ่งเป็นรถแข่งแบบ 4 จังหวะขนาด 990 ซีซี.รุ่นแรกของฮอนด้า ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นมาแทนฮอนด้า NSR 500 ซึ่งเป็นรถประเภท 2 จังหวะที่ถูกยกเลิกไป ซึ่งในช่วงนั้นอาจารย์เกษมมีโรงานหล่อแฟริ่งอยู่ที่ย่านตลิ่งชัน อาจารย์เกษมได้ออกแบบสำหรับใส่ในรถขนาด 400 ซีซี. จำพวก VFR 400 และ CBR 400 โดยทำเป็นเวอร์ชั่น 1-2-3 มาตามลำดับ นอกจากนี้ยังมีการหล่อแบบแฟริ่งรถซูเปอร์ไบค์ขนาด 1,000 ซีซี.ที่กำลังได้รับความนิยมในเมืองไทยด้วย โดยจะทำไปตามกระแสความนิยมช่วงไหนรถรุ่นไหนเป็นที่นิยมก็จะทำรุ่นนั้น ซึ่งส่วนมากจะเป็นรถที่ตกรุ่นไปแล้วประมาณ 2-5 ปี เพราะราคารถจะถูกลงก็เลยมีคนซื้อมาใช้มากขึ้น อย่างปัจจุบันรถปี 2005-2007 จะเป็นรถที่กำลังได้รับความนิยม ผลงานที่ทำให้คนเริ่มรู้จักผลิตภัณฑ์ K’WIN’S จึงเริ่มมาจากชุดแฟริ่งแต่งของ KR150 ต่อมาก็เป็นแฟริ่งเลียนแบบ RC211V เมื่อประมาณ 5 ปีที่แล้ว ชื่อของผลิตภัณฑ์ K’WIN’S ก็กลับมาเป็นที่รู้จักในวงการรถใหญ่อีกครั้ง
ล่าสุดอาจารย์เกษมได้หันมาทำแฟริ่งของฮอนด้า CBR 150 R ซึ่งเป็นรถเล็กในบ้านเราขึ้นมาอีกครั้ง หลังจากเคยทำในรุ่น KR 150 โดยทำเป็นแฟริ่งเลียนแบบตัวแข่ง RC212V รุ่นปี 2009 แต่ไม่ได้ออกแบบให้เหมือนซะทีเดียว เนื่องจากเป็นรถมีขนาดคนละสัดส่วนกัน เพียงแต่นำเอา RC212V มาเป็นต้นแบบเท่านั้น ซึ่งผลงานที่ออกมาก็เป็นที่น่าพอใจ จนมีออเดอร์ส่งออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศด้วย โดยตอนนี้ก็มีประเทศฮ่องกงและไต้หวันและฟิลิปปินส์ที่สั่งออเดอร์เข้ามา ซึ่งจะมีตัวแทนจำหน่ายเป็นคนกลางเป็นผู้ประสานงานอีกที โดยทาง K’WIN’S ไม่ได้เป็นผู้ส่งออกโดยตรง ส่วนในประเทศไทยยังไม่เป็นที่รู้จักมากนัก เนื่องจากผลงานเพิ่งจะทำเสร็จใหม่ๆและอยู่ระหว่างการยื่นเรื่องในการขอจดสิทธิบัตร
ปัจจุบันโรงงานของอาจารย์เกษมตั้งอยู่ในเขตทุ่งครุมาประมาณ 5 ปี สำหรับชิ้นส่วนรถใหญ่ที่ส่งไปต่างประเทศก็มีบ้าง เมื่อประมาณปีสองปีมานี้น้าหั่ง (หั่ง โมดิฟาย) ก็มาสั่งชุดแฟริ่งของยามาฮ่า R6 ไปจากที่นี่ เพื่อนำไปใช้เป็นชิ้นส่วนอะไหล่ในการแข่งขันระดับอาเซียน แต่ก็เพิ่งจะมามีในรุ่น CBR 150 ที่มีออเดอร์สั่งมาจากต่างประเทศ ส่วนตัวฝาครอบเบาะที่ทำขึ้นมาก่อนหน้านี้นั้น ช่วง 2 ปีมานี้ก็ขายไปแล้วประมาณ 400-500 ใบแล้ว ซึ่งหลังจากทำบอดี้ชุดนี้ขึ้นมาแล้วแล้วก็คิดว่าน่าจะเวิร์ค เพราะเพิ่งจะลองตลาดเป็นครั้งแรก
ส่วนงานหลักก็คือแฟริ่งพวก NC30, CBR 400 ปี 89 เป็นต้นมา นอกจากนี้ก็มีพวกแฟริ่งรถแข่งตามฤดูกาล ซึ่งแฟริ่งรถแข่งก็มีเกือบครบทุกรุ่นทั้งรุ่น 600 และรุ่น 1,000 โดยเฉพาะยามาฮ่าจะมีเกือบครบทุกรุ่น นอกจากนี้พวกรถพิเศษอย่าง DUCATI ก็มีแบบอยู่เหมือนกัน ทั้งรุ่น 916 และรุ่น 1098 ราคาทั้งคันก็เริ่มตั้งแต่ 9,000 บาทขึ้นไปจนถึง 14,000 บาท (ไม่รวมค่าทำสี) โดยรุ่นที่แพงที่สุดก็จะเป็น DUCATI รุ่น 1098 ราคา 14,000 บาท ลูกค้าส่วนใหญ่จะสั่งออเดอร์ผ่านตามร้านจำหน่ายรถใหญ่เสียมากกว่า โดยให้ร้านค่าบวกค่าดำเนินการเอาเอง เพราะถ้ามาติดต่อด้วยตัวเองก็อาจจะยุ่งยากวุ่นวายกว่า จึงตัดปัญหาไปด้วยการให้ลูกค้าติดต่อผ่านร้านรถใหญ่ แต่ก็มีบ้างที่ลูกค้ารู้จักกันเป็นการส่วนตัวก็จะมาติดต่อด้วยตัวเอง ส่วนรถรุ่นที่ทาง K’WIN’S ไม่มีแบบอยู่ก็จะไม่รับทำ เพราะค่าแรงในการทำแบบจะสูงมาก ทำให้คิดราคากับลูกค้าลำบากพอคิดแพงลูกค้าก็รับไม่ไหว
สำหรับรถตลาดทั่วไฟอาจารย์เกษมก็เคยคิดจะทำเหมือนกัน จำพวก ฟีโน่ กับ สกู๊ปปี้ นี่ก็คิดว่าจะลองทำดูอยู่เหมือนกัน ก่อนหน้านี้ก็เคยทำในรุ่น นูโว แต่ทำแล้วราคามันก็สูงถึงหมื่นกว่าบาทวัยรุ่นก็สู้ไม่ไหว ถ้าราคาต่ำกว่านี้เราก็ทำไม่ได้ นอกจากนี้ถ้าจะให้ทาง K’WIN’S ผลิตออกมาเยอะๆก็จะทำไม่ทันเพราะบุคลากรมีจำกัด ตอนนี้จะทำตามเฉพาะที่มีออเดอร์ไม่ได้มีทำเพื่อสต๊อกเอาไว้ สำหรับแฟริ่ง CBR 150 ทั้งคันก็อยู่ที่ 9,500 บาทไม่รวมค่าทำสี แต่ถ้าลูกค้าต้องการซื้อเป็นบางชิ้นก็ได้ ท่านใดสนใจผลงานของอาจารย์เกษมก็ลองติดต่อที่ร้านจำหน่ายรถใหญ่ดู หรือจะสอบถามด้วยตัวเองได้ที่ 081-315-3159 ส่วนที่ตั้งโรงงานของอาจารย์ขอไม่เปิดเผยละกัน เพราะทางเข้าค่อนข้างจะสลับซับซ้อนเหมือนกับเขาวงกตในทุ่งหมาหลง แต่ในปีหน้าอาจารย์เกษมมีโครงการจะเปิดเป็นร้านเล็กๆ เพื่อรองรับผลิตภัณฑ์ของ K’WIN’S ถ้ามีความคืบหน้าอย่างไร ทีมงานคนมอไซค์จะรีบนำข่าวมารายงานให้ทราบทันที





  






เสร็จแล้ว...หล่อเหลาเอาการ... |